| na's profileนะPhotosBlogLists | Help |
|
นะ*~+*~welcome To my Wolrd ยินดีต้อนรับสู่โลกบ๊องๆของคนคิดมาก (แต่ไม่เขียนมาก)~*+~* October 11 เรื่องสั้น : เมื่อผมอยากเป็นส่วนผสมใน'รัก'ของเธอเรื่องสั้นที่แต่งไว้ตั้งกะสมัยวัยละอ่อน^^!
เขาว่าเธอประหลาด…แต่แค่เธอยิ้ม ผมก็พบเธอในแบบที่ต่างไป ********************************* วันนี้เป็นครั้งแรกที่ผมได้พบกับตัวจริงๆของ‘เธอ’ ผู้หญิงที่แปลกประหลาด… อย่างน้อยก็ในความคิดของเพื่อนผมล่ะ ผมได้ยินกิตติศัพท์ของเธอมาก็นานกว่าจะได้พบตัวจริงเสียงจริง ก็อย่างที่บอกแต่แรก เพื่อนผมเขาว่าเธอประหลาด… เมื่อตอนที่เธอเดินพ้นมุมตึกออกมาพร้อมๆกับเพื่อนผมและคนอื่นๆ เธอก็ดูเป็นผู้หญิงธรรมดา ไม่ได้มีขา 3 ขามีเขาหรือมีหางงอกออกมาแต่อย่างใด เวลารวมอยู่กับคนอื่นเธอดูแสนจะสามัญ เพราะการแต่งกายที่แม้แต่ผมยังมั่นใจว่าถ้าคุณยายที่บ้านเห็นก็ต้องออกปากมาได้ทันทีว่า ‘เชยสนิท’ แต่ท่าเดินที่สง่าผ่าเผย ไหล่ตั้ง หลังตึงอันแสดงชัดถึงความเชื่อมั่นในตนเอง ทำให้ผมมองข้ามความเรียบง่ายของเชิ้ตสีขาวแขนยาว กระโปรงกรอมเท้า กับคัชชูสีดำแบบที่จำได้ว่าคุณครูประจำชั้นของผมใช้ตอนที่ผมอยู่ ป.1ไป และเริ่มมองหาความประหลาดตามที่ถูกเพื่อนเป่าหูมา ยามเมื่อเธอเดินตามเพื่อนผมมาและสุดท้ายก็มาหยุดยืนนิ่งๆอยู่เกือบจะตรงหน้าของผม มือของเธอก็ยังประสานกันอยู่ด้านหน้าอย่างสงบเสงี่ยมเรียบร้อย ไอ้ความประหลาดที่เพื่อนผมมันว่า อาจจะเป็นเรื่องทำนองว่าผู้หญิงคนนี้เป็นสาวไทยเพียงคนเดียวที่ได้รับรางวัลมารยาทงาม ความประพฤติเรียบร้อยเป็นเวลา 10 ปีติดกันล่ะมั้ง… โอ้! แต่อย่าเชื่อผมเลยครับเพราะผมก็เดามั่วไปเรื่อยเปื่อยตามสภาพการณ์ที่เห็นกันอยู่ หลังจากที่เพื่อนผมกล่าวแนะนำชื่อเสียงเรียงนามให้ผมและเธอรู้จักกันแล้ว ผมก็กล่าวสวัสดีกับเธอเบาๆพร้อมรอยยิ้มแบบที่ผมถนัดจะใช้ในการมัดใจสาว ซึ่งกล้าการันตีว่าได้ผลสำเร็จถึง 90 % แต่เชื่อไหมล่ะว่าเธอยังคงนิ่งสนิท! เธอแค่กล่าวสวัสดีตอบเท่านั้น จะกระดกมุมปากยิ้มให้ผมสักนิดก็ไม่มี แม้เธอจะทำผมเสียความมั่นใจในเสน่ห์ของตัวเองไปหน่อย แต่ผมก็ขุ่นข้องหมองใจไม่นานหรอกเพราะผมไม่ใช่พวกคิดมากอยู่แล้ว ครั้นพอคำสวัสดีของเธอหลุดมาเข้าหูผม รวมทั้งท่าทางนิ่งๆเฉยๆที่หลุดเข้ามาในสายตาผมสักประมาณครึ่งนาทีเห็นจะได้ คำอำลาก็ตามออกมาเลย ผมก็ยอมรับล่ะนะว่าช็อคอยู่หน่อยๆเหมือนกัน ก็เพิ่งจะรู้จักกันยังไม่ถึง 2 นาทีเลย เธอเล่นจะไปเสียแล้ว อย่างนี้มีหรือที่ผมจะยอม เพราะถ้าขืนยอมผมก็ไม่บรรลุจุดประสงค์ที่ดั้นด้นมาพบเธอวันนี้น่ะสิ “จะรีบไปไหนหรือครับ?” ผมถาม “ไม่รีบไปไหนหรอกค่ะ แต่ดิฉันจะกลับบ้าน” เธอตอบผมมาแบบนั้น ถ้าเป็นคนอื่นผมก็คงจะปล่อยให้กลับไปแล้วเพราะน้ำเสียงราบเรียบราวกับดังมาจากการเปิดเทปเทศนาอย่างนี้ผมไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ แต่กับเธอ…แม้ไม่ชอบผมก็ไม่ปล่อย “ถ้าไม่รีบก็อย่าเพิ่งกลับเลยครับ ให้เกรียติไปทานข้าวกับเพื่อนใหม่อย่างผมสักนิดเถอะ” ผมเอ่ย เมื่อกี้เธอตรงมาตอนนี้ผมก็ตรงกลับ รุกมันตรงๆแบบนี้ล่ะ (แต่ต้องบอกให้รู้ว่าปรกติผมไม่ตรงแบบนี้หรอกเวลาจีบสาวน่ะ มันห่ามไป) ผมเองก็มีวิญญาณนักสังเกตอยู่ในตัวเหมือนกัน แม้มันจะหลับๆตื่นๆจนทำให้ผมไม่สามารถเป็นนักวิทยาศาสตร์อย่างเพื่อนผมได้ แต่เวลาอยู่ต่อหน้าเธอ ผมก็รู้สึกว่าวิญญาณนักสังเกตมันตื่นตัวจนแอบเห็นได้ว่าแววตาของเธอมีประกายกล้าขึ้นมานิดหนึ่ง เพื่อนผมเองมันก็คงจะเห็นเหมือนกัน เลยช่วยหว่านล้อมเต็มที่จนเธอยอมมากับผมในที่สุด ผมขับรถพาเธอไปยังสวนอาหารริมบึง บรรยากาศแสนเงียบสงบแห่งหนึ่ง ทันทีที่ผมดับเครื่องยนต์หลังจากเลี้ยวรถเข้าจอดในซองเรียบร้อย เธอก็เปิดประตูและก้าวลงไปอย่างไม่รีรอ ผมก็ไม่แน่ใจว่าเธอจะรู้หรือเปล่าว่าเธอทำลายความมั่นใจของผมไปอีกแล้ว เพราะปกติผมต้องเป็นสุภาพบุรุษคอยเปิดประตูให้ตุ๊กตาหน้ารถของผมเสมอ แต่เอาเถอะ!… ก็เธอไม่เหมือนคนอื่นนี่ ผมเลือกโต๊ะที่คิดว่าบรรยากาศดีที่สุด อยู่ติดรั้วไม้ของศาลาลอยที่ยื่นออกไปในบึงน้ำซึ่งทางร้านขุดขึ้น เป็นครั้งแรกอีกเช่นกันที่ผมไม่ได้เลือนเก้าอี้ในร้านอาหารให้ผู้หญิงนั่ง ไม่ต้องสงสัยหรอกครับว่าทำไม ก็เธอไม่รอผมน่ะสิ ผมเลื่อนรายการอาหารไปตรงหน้าเธอ น่าแปลกที่ครั้งนี้เธอไม่ได้ใช้ความมั่นใจของตัวเองเพื่อสั่งอาหาร เธอแค่ส่ายหน้าแล้วเอ่ยเรียบๆตามแบบของเธอว่า “คุณสั่งเถอะค่ะ” แม้ผมจะพยายามอ้างว่ากลัวเธอจะไม่ถูกปาก แต่เธอก็ยังยืนยันประโยคเดิม อย่างนี้ก็ได้โอกาสผมล่ะสิ! แต่ไม่ต้องคิดมากไปครับ ผมไม่ได้สั่งเหล้ายาอะไรมามอมเมาเธอแม้แต่นิดแน่นอน ผมไม่เคยรู้สึกว่าการทานอาหารค่ำกับสาวคนไหนจะให้ความรู้สึกเงียบสงบได้เท่ากับเธอคนนี้ แม้ผมจะเป็นนักสร้างบรรยากาศตัวฉกาจ แต่ผมก็ยอมรับเลยล่ะว่าเธอเองก็เป็นนักเงียบตัวฉกาจเหมือนกัน พอหนักๆเข้าผมก็อึดอัดสิ “คุณจะไม่ชวนผมคุยมั่งเลยหรือ ให้ผมพูดอยู่คนเดียว น้ำลายผมเหนียวหมดแล้ว” เธอเงยหน้าขึ้นมองผม ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะแสงจากโคมไฟที่ริมรั้วหรือเปล่าที่ทำให้ใบหน้าของเธอดูนวลสวย ดวงตามีประกายจนทำให้ผมรู้สึกหวิวๆ แบบที่ไม่เคยมีสาวไหนทำได้มาก่อน แล้วเธอก็ละสายตาที่ผมเริ่มติดตรึงใจมองลงไปยังบึงน้ำเบื้องล่าง “น้ำในบึงนี้ดูแย่เต็มทนนะคะ เขียวขนาดนี้ ถ้าเก็บตัวอย่างไปส่องดู คงพบจุลินทรีย์เป็นล้านๆเชียว” ผมแทบจะหัวเราะออกมา เพราะสีหน้าของเธอดูจริงจังมากยามเอ่ยประโยคนั้น ผมเลยอดแซวถึงหน้าที่การงานของเธอไม่ได้ “ขอโทษครับคุณนักวิทยาศาสตร์สาว คุณเคยพูดถึงอะไรที่เกี่ยวกับสิ่งที่ตาเปล่าเข้าถึงบ้างไหมครับ?” เธอละสายตาจากบึงน้ำกลับมามองหน้าผมอีกครั้ง โฮ้!เหมือนยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาวมาลงจอดต่อหน้าผมอย่างนั้นแหละ! ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อครับเพราะครั้งนี้เธอยิ้ม! เป็นยิ้มที่สดใสน่ารัก ทำให้ก้อนเนื้อในหน้าอกข้างซ้ายของผมเต้นตูมๆอย่างกับวง linkin Park มาเปิดคอนเสิร์ตแสดงสดข้างในนั้นเลย “รู้สึกเหมือนจะไม่เคย” เธอตอบผม และมันก็แปลกมากๆที่คราวนี้ผมกลับรู้สึกว่าเสียงของเธอคล้ายกับบทเพลงอ่อนหวานอันแสนไพเราะ ไม่ใช่เทปแสดงพระธรรมเทศนาอีกต่อไปแล้ว “คุณมีแฟนไหมครับ?” ผมถามคำถามนั้นออกไป ตรงและทื่อ แต่ออกมาจากใจอย่างอัตโนมัติโดยที่ผมบังคับไม่ได้ ครั้งนี้เธอละสายตาจากผมและทอดมองไปยังโคมไฟสีเหลืองนวลที่ริมรั้ว “เคยมีค่ะ แต่เลิกกันนานแล้ว” “ทำไมล่ะครับ” ผมถามออกไปโดยควบคุมตัวเองไม่ได้อีกครั้ง แล้ววินาทีต่อมาผมก็เพิ่งจะสำนึกได้ว่ามันไม่ควร “ขอโทษครับ ผมไม่ควรถามเลย ถ้าคุณไม่อยากตอบ” “ไม่เป็นไรค่ะ” เป็นครั้งแรกที่เธอสวนคำพูดผมอย่างรวดเร็ว แต่ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดเธอยังคงยิ้มละไมให้กับผม “แฟนเก่าของฉันเป็นด็อกเตอร์ด้านจุลชีวะค่ะ” เธอเริ่มเล่า การที่อดีตแฟนของเธอเป็นถึงด็อกเตอร์ไม่ได้ทำให้ผมประหลาดใจเลย เพราะรู้ดีว่านักวิทยาศาสตร์อย่างเธอวันๆก็เจอแต่กับคนพวกนี้ “แต่คุณจะเชื่อไหมคะว่าฉันเป็นคนขอเลิกกับเขาเอง” เธอหันมาถามผม “เชื่อสิครับ” ผมรีบตอบ ก่อนเอ่ยถามต่อว่า “แล้วทำไมคุณถึง…” “เพราะเขาจดจำทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับงานของเขาได้ แต่เขาไม่เคยจำอะไรเกี่ยวกับฉันได้เลยน่ะสิคะ” น้ำเสียงของเธอแปรเปลี่ยนจากบทเพลงอ่อนหวานกลายเป็นท่วงทำนองแสนเศร้าได้อย่างจับจิตผมจริงๆ “อย่าหาว่าผมใส่ไคล้เขาเลยนะครับ แต่คนเก่งมากๆแบบพวกนี้ก็อย่างนี้แหล่ะครับ งานที่เขาชอบต้องสำคัญเสมอ…แม้แต่ตัวคุณผมก็เชื่อว่าเป็นอย่างนั้น” ดวงตาคู่สวยของเธอเบิกกว้าง จ้องมองผมอย่างงงงวย “ครั้งแรกที่ผมเห็นคุณ ท่าทางของคุณบ่งบอกว่าคุณเป็นคนประเภทมุ่งมั่น เอาจริงเอาจังกับชีวิต คุณเป็นคนอย่างนั้นมั้ย?” ผมถาม เธอพยักหน้ารับ “แล้วนายด็อกเตอร์อดีตแฟนคุณก็เป็นคนอย่างคุณด้วยใช่ไหม?” ผมถามอีก เธอก็พยักหน้าให้อีก “นั่นเป็นเหตุผลแท้จริงที่คุณทนเขาไม่ได้” ผมเอ่ยอย่างราบเรียบแต่จริงจัง “หลายต่อหลายครั้งที่ความรักต้องการส่วนผสมที่แตกต่าง ก็เหมือนกับการปรุงอาหารให้อร่อยนั่นแหล่ะครับ ถ้าคุณเป็นน้ำตาลแล้วคุณจะใช้น้ำตาลกับน้ำตาลมาทำให้รสชาติมันดีขึ้นไม่ได้หรอก มันต้องลองใช้มะนาวหรือน้ำปลาอย่างผมมาผสมกับน้ำตาลอย่างคุณ ถึงจะลงตัว” “ฮ้า? อะไรนะคะ?” ผมรีบยิ้มกลบเกลื่อน “ไม่มีอะไรครับ” เธอยิ้มละไมให้ผมอีกครั้ง ก่อนดันตัวลุกขึ้น “ฉันคงต้องกลับแล้วค่ะ ไม่ต้องลำบากไปส่งหรอกนะคะและก็... ขอบคุณสำหรับอาหารค่ำ” เธอกล่าวเรียบๆ แล้วเริ่มออกเดิน “เดี๋ยวครับ” ผมร้อง เธอชะงักฝีเท้า หันมองผมด้วยสายตาตั้งคำถาม “ผมจะเจอคุณอีกได้ไหม?” “พรุ่งนี้ฉันก็จะไม่ได้อยู่ที่นี่แล้วค่ะ เพราะฉันจะได้เข้าไปทำงานในโครงการหลวงฯ” เธอทอดสายตาอ่อนโยนมองผม “ถ้าคุณมีโอกาสขึ้นไปเชียงใหม่ล่ะก็ ฉันยินดีเจอคุณเสมอค่ะ” กล่าวจบเธอก็หมุนตัวแล้วเดินจากผมไป ผมไม่รู้ว่าเธอจะได้ยินคำพูดสุดท้ายของผมหรือเปล่า… แต่คุณที่เป็นคนอ่านน่ะ รู้แน่ๆว่าผมพูดอะไร งั้นผมฝากบอกเธอด้วยแล้วกันว่า… วันอาทิตย์นี้เจอกันที่เชียงใหม่ครับ! ------------------------------------------ July 16 สัมมนา(ที่)เลือดสาดกระจายและแล้วในที่สุดมันก็ผ่านไป สัมมนาภาคภาษาไทย เลือดสาดกระจาย ตายคาหน้าห้องตามที่คิดเป๊ะ
ไม่ค่อยเข้าใจ ทำไมทุกคนถึงรุมจวกแต่ ธนพร ฟระ นะ โชคดีอยู่หน่อยๆที่หนนี้ไม่มีการช่วยแบบโหดๆ
และก็โชคดี(อีกเหมือนกันมั้ง)ที่ อ. แต่ละคนไม่ค่อยเข้าใจพวกวิวัฒนาการ ส่งผลให้ท่านถูกจวกไปด้วย June 24 ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย'ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย'
เป็นวลีที่โคตรเหมาะกับเธอเลย...ธนพร
ไม่รู้อะไรสักอย่าง ใครเขาจะเฮละโลไปไหนกัน สัญจรลงใต้...ไม่เคยรู้อะไรเลย
มันเป็นเพราะเธอหลังเขา หรืออะไร ที่ทำไมพวกเขาไม่บอกเธอสักคำ ทั้งๆที่ตอนนั้นก็ติดต่อคุยโทรศัพท์กัน
แบบนี้พอมารู้ทีหลังมันก็ต้องจำไว้และจดไว้ในหัวใจว่า...
ซึ้งเลยน้ำใจคน
May 09 ไม่มีใครตายเพราะการทำงานหนัก'ไม่มีใครตายเพราะการทำงานหนัก'
ประโยคนี้เป็นประโยคที่...พูดให้ฟังตอนที่เราเริ่มทำงาน
แต่วันนี้ กลับได้ประโยคหนึ่งกลับมาว่า
รู้ไหม คนไทยเนี่ย แย่กว่าฝรั่งตรงที่...มีอะไรให้ทำมากเกินไป
ก็อึ้งๆนะ แต่ก็พยายามจะมองอย่างเข้าใจ ว่าคนพูดน่ะ ไม่ได้อยู่ในสถานะเดียวกับเรา
แล้วก็ไม่เคยเผชิญกับสภาวะที่เราต้องเผชิญ เขาไม่เคยรู้...เพราะเขาโชคดีมาตลอด เขาไม่เคยต้องคิด ว่าถ้า(กุ)อยากจะไปต่อ (กุ)ต้องหาอะไรมาซับพอร์ตบ้าง
อาจจะจริง...ไม่มีใครตายเพราะทำงานหนัก แต่เชื่อเถอะ มีคนจิตเสื่อมเพราะทำงานหนักแน่ๆ
|
||||
|
|