na's profileนะPhotosBlogLists Tools Help

Blog


    October 11

    เรื่องสั้น : เมื่อผมอยากเป็นส่วนผสมใน'รัก'ของเธอ

     
    เรื่องสั้นที่แต่งไว้ตั้งกะสมัยวัยละอ่อน^^!
     
     
     
     
     
     
    เขาว่าเธอประหลาด…แต่แค่เธอยิ้ม ผมก็พบเธอในแบบที่ต่างไป
    *********************************

    วันนี้เป็นครั้งแรกที่ผมได้พบกับตัวจริงๆของ‘เธอ’ ผู้หญิงที่แปลกประหลาด…
    อย่างน้อยก็ในความคิดของเพื่อนผมล่ะ

    ผมได้ยินกิตติศัพท์ของเธอมาก็นานกว่าจะได้พบตัวจริงเสียงจริง
    ก็อย่างที่บอกแต่แรก เพื่อนผมเขาว่าเธอประหลาด…

    เมื่อตอนที่เธอเดินพ้นมุมตึกออกมาพร้อมๆกับเพื่อนผมและคนอื่นๆ เธอก็ดูเป็นผู้หญิงธรรมดา
    ไม่ได้มีขา 3 ขามีเขาหรือมีหางงอกออกมาแต่อย่างใด
    เวลารวมอยู่กับคนอื่นเธอดูแสนจะสามัญ
    เพราะการแต่งกายที่แม้แต่ผมยังมั่นใจว่าถ้าคุณยายที่บ้านเห็นก็ต้องออกปากมาได้ทันทีว่า

    ‘เชยสนิท’

    แต่ท่าเดินที่สง่าผ่าเผย
    ไหล่ตั้ง หลังตึงอันแสดงชัดถึงความเชื่อมั่นในตนเอง
    ทำให้ผมมองข้ามความเรียบง่ายของเชิ้ตสีขาวแขนยาว กระโปรงกรอมเท้า กับคัชชูสีดำแบบที่จำได้ว่าคุณครูประจำชั้นของผมใช้ตอนที่ผมอยู่ ป.1ไป
    และเริ่มมองหาความประหลาดตามที่ถูกเพื่อนเป่าหูมา

    ยามเมื่อเธอเดินตามเพื่อนผมมาและสุดท้ายก็มาหยุดยืนนิ่งๆอยู่เกือบจะตรงหน้าของผม
    มือของเธอก็ยังประสานกันอยู่ด้านหน้าอย่างสงบเสงี่ยมเรียบร้อย


    ไอ้ความประหลาดที่เพื่อนผมมันว่า
    อาจจะเป็นเรื่องทำนองว่าผู้หญิงคนนี้เป็นสาวไทยเพียงคนเดียวที่ได้รับรางวัลมารยาทงาม ความประพฤติเรียบร้อยเป็นเวลา 10 ปีติดกันล่ะมั้ง…

    โอ้! แต่อย่าเชื่อผมเลยครับเพราะผมก็เดามั่วไปเรื่อยเปื่อยตามสภาพการณ์ที่เห็นกันอยู่

    หลังจากที่เพื่อนผมกล่าวแนะนำชื่อเสียงเรียงนามให้ผมและเธอรู้จักกันแล้ว
    ผมก็กล่าวสวัสดีกับเธอเบาๆพร้อมรอยยิ้มแบบที่ผมถนัดจะใช้ในการมัดใจสาว
    ซึ่งกล้าการันตีว่าได้ผลสำเร็จถึง 90 %

    แต่เชื่อไหมล่ะว่าเธอยังคงนิ่งสนิท!
    เธอแค่กล่าวสวัสดีตอบเท่านั้น จะกระดกมุมปากยิ้มให้ผมสักนิดก็ไม่มี

    แม้เธอจะทำผมเสียความมั่นใจในเสน่ห์ของตัวเองไปหน่อย
    แต่ผมก็ขุ่นข้องหมองใจไม่นานหรอกเพราะผมไม่ใช่พวกคิดมากอยู่แล้ว

    ครั้นพอคำสวัสดีของเธอหลุดมาเข้าหูผม
    รวมทั้งท่าทางนิ่งๆเฉยๆที่หลุดเข้ามาในสายตาผมสักประมาณครึ่งนาทีเห็นจะได้ คำอำลาก็ตามออกมาเลย


    ผมก็ยอมรับล่ะนะว่าช็อคอยู่หน่อยๆเหมือนกัน
    ก็เพิ่งจะรู้จักกันยังไม่ถึง 2 นาทีเลย เธอเล่นจะไปเสียแล้ว
    อย่างนี้มีหรือที่ผมจะยอม
    เพราะถ้าขืนยอมผมก็ไม่บรรลุจุดประสงค์ที่ดั้นด้นมาพบเธอวันนี้น่ะสิ

    “จะรีบไปไหนหรือครับ?” ผมถาม
    “ไม่รีบไปไหนหรอกค่ะ แต่ดิฉันจะกลับบ้าน”

    เธอตอบผมมาแบบนั้น

    ถ้าเป็นคนอื่นผมก็คงจะปล่อยให้กลับไปแล้วเพราะน้ำเสียงราบเรียบราวกับดังมาจากการเปิดเทปเทศนาอย่างนี้ผมไม่ค่อยชอบเท่าไหร่

    แต่กับเธอ…แม้ไม่ชอบผมก็ไม่ปล่อย


    “ถ้าไม่รีบก็อย่าเพิ่งกลับเลยครับ ให้เกรียติไปทานข้าวกับเพื่อนใหม่อย่างผมสักนิดเถอะ” ผมเอ่ย

    เมื่อกี้เธอตรงมาตอนนี้ผมก็ตรงกลับ รุกมันตรงๆแบบนี้ล่ะ
    (แต่ต้องบอกให้รู้ว่าปรกติผมไม่ตรงแบบนี้หรอกเวลาจีบสาวน่ะ มันห่ามไป)


    ผมเองก็มีวิญญาณนักสังเกตอยู่ในตัวเหมือนกัน
    แม้มันจะหลับๆตื่นๆจนทำให้ผมไม่สามารถเป็นนักวิทยาศาสตร์อย่างเพื่อนผมได้
    แต่เวลาอยู่ต่อหน้าเธอ
    ผมก็รู้สึกว่าวิญญาณนักสังเกตมันตื่นตัวจนแอบเห็นได้ว่าแววตาของเธอมีประกายกล้าขึ้นมานิดหนึ่ง

    เพื่อนผมเองมันก็คงจะเห็นเหมือนกัน เลยช่วยหว่านล้อมเต็มที่จนเธอยอมมากับผมในที่สุด



    ผมขับรถพาเธอไปยังสวนอาหารริมบึง บรรยากาศแสนเงียบสงบแห่งหนึ่ง
    ทันทีที่ผมดับเครื่องยนต์หลังจากเลี้ยวรถเข้าจอดในซองเรียบร้อย
    เธอก็เปิดประตูและก้าวลงไปอย่างไม่รีรอ

    ผมก็ไม่แน่ใจว่าเธอจะรู้หรือเปล่าว่าเธอทำลายความมั่นใจของผมไปอีกแล้ว
    เพราะปกติผมต้องเป็นสุภาพบุรุษคอยเปิดประตูให้ตุ๊กตาหน้ารถของผมเสมอ


    แต่เอาเถอะ!… ก็เธอไม่เหมือนคนอื่นนี่

    ผมเลือกโต๊ะที่คิดว่าบรรยากาศดีที่สุด
    อยู่ติดรั้วไม้ของศาลาลอยที่ยื่นออกไปในบึงน้ำซึ่งทางร้านขุดขึ้น
    เป็นครั้งแรกอีกเช่นกันที่ผมไม่ได้เลือนเก้าอี้ในร้านอาหารให้ผู้หญิงนั่ง
    ไม่ต้องสงสัยหรอกครับว่าทำไม

    ก็เธอไม่รอผมน่ะสิ

    ผมเลื่อนรายการอาหารไปตรงหน้าเธอ
    น่าแปลกที่ครั้งนี้เธอไม่ได้ใช้ความมั่นใจของตัวเองเพื่อสั่งอาหาร
    เธอแค่ส่ายหน้าแล้วเอ่ยเรียบๆตามแบบของเธอว่า

    “คุณสั่งเถอะค่ะ”

    แม้ผมจะพยายามอ้างว่ากลัวเธอจะไม่ถูกปาก แต่เธอก็ยังยืนยันประโยคเดิม
    อย่างนี้ก็ได้โอกาสผมล่ะสิ!

    แต่ไม่ต้องคิดมากไปครับ ผมไม่ได้สั่งเหล้ายาอะไรมามอมเมาเธอแม้แต่นิดแน่นอน

    ผมไม่เคยรู้สึกว่าการทานอาหารค่ำกับสาวคนไหนจะให้ความรู้สึกเงียบสงบได้เท่ากับเธอคนนี้

    แม้ผมจะเป็นนักสร้างบรรยากาศตัวฉกาจ
    แต่ผมก็ยอมรับเลยล่ะว่าเธอเองก็เป็นนักเงียบตัวฉกาจเหมือนกัน

    พอหนักๆเข้าผมก็อึดอัดสิ

    “คุณจะไม่ชวนผมคุยมั่งเลยหรือ ให้ผมพูดอยู่คนเดียว น้ำลายผมเหนียวหมดแล้ว”

    เธอเงยหน้าขึ้นมองผม
    ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะแสงจากโคมไฟที่ริมรั้วหรือเปล่าที่ทำให้ใบหน้าของเธอดูนวลสวย
    ดวงตามีประกายจนทำให้ผมรู้สึกหวิวๆ แบบที่ไม่เคยมีสาวไหนทำได้มาก่อน
    แล้วเธอก็ละสายตาที่ผมเริ่มติดตรึงใจมองลงไปยังบึงน้ำเบื้องล่าง

    “น้ำในบึงนี้ดูแย่เต็มทนนะคะ เขียวขนาดนี้ ถ้าเก็บตัวอย่างไปส่องดู คงพบจุลินทรีย์เป็นล้านๆเชียว”

    ผมแทบจะหัวเราะออกมา เพราะสีหน้าของเธอดูจริงจังมากยามเอ่ยประโยคนั้น
    ผมเลยอดแซวถึงหน้าที่การงานของเธอไม่ได้

    “ขอโทษครับคุณนักวิทยาศาสตร์สาว คุณเคยพูดถึงอะไรที่เกี่ยวกับสิ่งที่ตาเปล่าเข้าถึงบ้างไหมครับ?”

    เธอละสายตาจากบึงน้ำกลับมามองหน้าผมอีกครั้ง

    โฮ้!เหมือนยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาวมาลงจอดต่อหน้าผมอย่างนั้นแหละ!

    ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อครับเพราะครั้งนี้เธอยิ้ม!
    เป็นยิ้มที่สดใสน่ารัก ทำให้ก้อนเนื้อในหน้าอกข้างซ้ายของผมเต้นตูมๆอย่างกับวง linkin Park มาเปิดคอนเสิร์ตแสดงสดข้างในนั้นเลย

    “รู้สึกเหมือนจะไม่เคย” เธอตอบผม
    และมันก็แปลกมากๆที่คราวนี้ผมกลับรู้สึกว่าเสียงของเธอคล้ายกับบทเพลงอ่อนหวานอันแสนไพเราะ
    ไม่ใช่เทปแสดงพระธรรมเทศนาอีกต่อไปแล้ว

    “คุณมีแฟนไหมครับ?” ผมถามคำถามนั้นออกไป
    ตรงและทื่อ แต่ออกมาจากใจอย่างอัตโนมัติโดยที่ผมบังคับไม่ได้

    ครั้งนี้เธอละสายตาจากผมและทอดมองไปยังโคมไฟสีเหลืองนวลที่ริมรั้ว

    “เคยมีค่ะ แต่เลิกกันนานแล้ว”
    “ทำไมล่ะครับ” ผมถามออกไปโดยควบคุมตัวเองไม่ได้อีกครั้ง
    แล้ววินาทีต่อมาผมก็เพิ่งจะสำนึกได้ว่ามันไม่ควร

    “ขอโทษครับ ผมไม่ควรถามเลย ถ้าคุณไม่อยากตอบ”
    “ไม่เป็นไรค่ะ” เป็นครั้งแรกที่เธอสวนคำพูดผมอย่างรวดเร็ว

    แต่ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดเธอยังคงยิ้มละไมให้กับผม

    “แฟนเก่าของฉันเป็นด็อกเตอร์ด้านจุลชีวะค่ะ” เธอเริ่มเล่า

    การที่อดีตแฟนของเธอเป็นถึงด็อกเตอร์ไม่ได้ทำให้ผมประหลาดใจเลย
    เพราะรู้ดีว่านักวิทยาศาสตร์อย่างเธอวันๆก็เจอแต่กับคนพวกนี้

    “แต่คุณจะเชื่อไหมคะว่าฉันเป็นคนขอเลิกกับเขาเอง” เธอหันมาถามผม
    “เชื่อสิครับ” ผมรีบตอบ ก่อนเอ่ยถามต่อว่า “แล้วทำไมคุณถึง…”

    “เพราะเขาจดจำทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับงานของเขาได้ แต่เขาไม่เคยจำอะไรเกี่ยวกับฉันได้เลยน่ะสิคะ”
    น้ำเสียงของเธอแปรเปลี่ยนจากบทเพลงอ่อนหวานกลายเป็นท่วงทำนองแสนเศร้าได้อย่างจับจิตผมจริงๆ

    “อย่าหาว่าผมใส่ไคล้เขาเลยนะครับ แต่คนเก่งมากๆแบบพวกนี้ก็อย่างนี้แหล่ะครับ
    งานที่เขาชอบต้องสำคัญเสมอ…แม้แต่ตัวคุณผมก็เชื่อว่าเป็นอย่างนั้น”

    ดวงตาคู่สวยของเธอเบิกกว้าง จ้องมองผมอย่างงงงวย

    “ครั้งแรกที่ผมเห็นคุณ ท่าทางของคุณบ่งบอกว่าคุณเป็นคนประเภทมุ่งมั่น
    เอาจริงเอาจังกับชีวิต คุณเป็นคนอย่างนั้นมั้ย?” ผมถาม

    เธอพยักหน้ารับ

    “แล้วนายด็อกเตอร์อดีตแฟนคุณก็เป็นคนอย่างคุณด้วยใช่ไหม?” ผมถามอีก

    เธอก็พยักหน้าให้อีก

    “นั่นเป็นเหตุผลแท้จริงที่คุณทนเขาไม่ได้” ผมเอ่ยอย่างราบเรียบแต่จริงจัง

    “หลายต่อหลายครั้งที่ความรักต้องการส่วนผสมที่แตกต่าง
    ก็เหมือนกับการปรุงอาหารให้อร่อยนั่นแหล่ะครับ
    ถ้าคุณเป็นน้ำตาลแล้วคุณจะใช้น้ำตาลกับน้ำตาลมาทำให้รสชาติมันดีขึ้นไม่ได้หรอก
    มันต้องลองใช้มะนาวหรือน้ำปลาอย่างผมมาผสมกับน้ำตาลอย่างคุณ ถึงจะลงตัว”

    “ฮ้า? อะไรนะคะ?”

    ผมรีบยิ้มกลบเกลื่อน “ไม่มีอะไรครับ”

    เธอยิ้มละไมให้ผมอีกครั้ง ก่อนดันตัวลุกขึ้น

    “ฉันคงต้องกลับแล้วค่ะ ไม่ต้องลำบากไปส่งหรอกนะคะและก็... ขอบคุณสำหรับอาหารค่ำ” เธอกล่าวเรียบๆ แล้วเริ่มออกเดิน

    “เดี๋ยวครับ” ผมร้อง

    เธอชะงักฝีเท้า หันมองผมด้วยสายตาตั้งคำถาม

    “ผมจะเจอคุณอีกได้ไหม?”

    “พรุ่งนี้ฉันก็จะไม่ได้อยู่ที่นี่แล้วค่ะ เพราะฉันจะได้เข้าไปทำงานในโครงการหลวงฯ”
    เธอทอดสายตาอ่อนโยนมองผม

    “ถ้าคุณมีโอกาสขึ้นไปเชียงใหม่ล่ะก็ ฉันยินดีเจอคุณเสมอค่ะ”

    กล่าวจบเธอก็หมุนตัวแล้วเดินจากผมไป
    ผมไม่รู้ว่าเธอจะได้ยินคำพูดสุดท้ายของผมหรือเปล่า…

    แต่คุณที่เป็นคนอ่านน่ะ รู้แน่ๆว่าผมพูดอะไร
    งั้นผมฝากบอกเธอด้วยแล้วกันว่า…
    วันอาทิตย์นี้เจอกันที่เชียงใหม่ครับ!
    ------------------------------------------
    July 20

    สุขขีๆ

    imagesCANSGH73

    หุหุ วันนี้ดีจัง มีฟามสุข

    กิ๊กกิ้วววววว...

    July 16

    สัมมนา(ที่)เลือดสาดกระจาย

    และแล้วในที่สุดมันก็ผ่านไป สัมมนาภาคภาษาไทย เลือดสาดกระจาย ตายคาหน้าห้องตามที่คิดเป๊ะ
     
    ไม่ค่อยเข้าใจ ทำไมทุกคนถึงรุมจวกแต่ ธนพร ฟระ นะ โชคดีอยู่หน่อยๆที่หนนี้ไม่มีการช่วยแบบโหดๆ
     
    และก็โชคดี(อีกเหมือนกันมั้ง)ที่ อ. แต่ละคนไม่ค่อยเข้าใจพวกวิวัฒนาการ ส่งผลให้ท่านถูกจวกไปด้วย
    June 24

    ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย

    'ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย'
     
    เป็นวลีที่โคตรเหมาะกับเธอเลย...ธนพร
     
    ไม่รู้อะไรสักอย่าง ใครเขาจะเฮละโลไปไหนกัน สัญจรลงใต้...ไม่เคยรู้อะไรเลย
     
    มันเป็นเพราะเธอหลังเขา หรืออะไร ที่ทำไมพวกเขาไม่บอกเธอสักคำ ทั้งๆที่ตอนนั้นก็ติดต่อคุยโทรศัพท์กัน
     
    แบบนี้พอมารู้ทีหลังมันก็ต้องจำไว้และจดไว้ในหัวใจว่า...
     
    ซึ้งเลยน้ำใจคน   
     
     
    May 09

    ไม่มีใครตายเพราะการทำงานหนัก

    'ไม่มีใครตายเพราะการทำงานหนัก'
     
    ประโยคนี้เป็นประโยคที่...พูดให้ฟังตอนที่เราเริ่มทำงาน
     
    แต่วันนี้  กลับได้ประโยคหนึ่งกลับมาว่า
     
    รู้ไหม คนไทยเนี่ย แย่กว่าฝรั่งตรงที่...มีอะไรให้ทำมากเกินไป
     
    ก็อึ้งๆนะ  แต่ก็พยายามจะมองอย่างเข้าใจ ว่าคนพูดน่ะ ไม่ได้อยู่ในสถานะเดียวกับเรา
     
    แล้วก็ไม่เคยเผชิญกับสภาวะที่เราต้องเผชิญ เขาไม่เคยรู้...เพราะเขาโชคดีมาตลอด เขาไม่เคยต้องคิด ว่าถ้า(กุ)อยากจะไปต่อ (กุ)ต้องหาอะไรมาซับพอร์ตบ้าง
     
    อาจจะจริง...ไม่มีใครตายเพราะทำงานหนัก แต่เชื่อเถอะ มีคนจิตเสื่อมเพราะทำงานหนักแน่ๆ
     
     
    April 17

    น่าเบื่อ (ว่ะ)

    โหย... (แม่ง) จั่วหัวขึ้นมาพูดจาไม่สุภาพเลย
     
    แต่...นั่นแหละ จะสุภาพไปทำไม สุภาพไปแล้วได้อะไร ในเมื่อคนมันห่วย
    จะพูดดี สุภาพแค่ไหนมันก็ห่วย
     
    ห่วย...เกินเยียวยา (แล้วเสล่อแป๊ะอะไรจะไปเยียวยา
    ขนาดตัวของตัวเอง แม่งยังไม่รู้เลยว่าตัวเองห่วย แล้วคนอื่นจะไปช่วยได้ไง ทำไปทำมาไอ้คนคิดนี่แหละจะประสาทกินเข้าสักวันละสามเวลา เช้า กลางวัน เย็น!)
     
    (ก่อนนอนจะไม่คิด เพราะเดี๋ยวหลอน!)
     
    ปล. ขออภัยสำหรับเพื่อนและพี่ที่เปิดเข้ามาอ่าน วันนี้นะอารมณ์หลุดน่ะ นานๆจะมีที เพราะไม่เถื่อนขนาดนี้
     
    อืม...โทษอะไรดีล่ะ
     
    อ้อ!
     
    อากาศร้อน มันทำให้คนเป็นบ้า (แต่น้อยกว่า สิ่งมีชีวิตบางประเภทที่เรียกตัวเองว่า 'ผู้ใหญ่' ถุย!!!)
    March 14

    เมื่อได้สิ่งหนึ่งมา ย่อมเสียสิ่งหนึ่งไป...หรือ?

     
    บางเรื่องที่อาจเป็นเหมือนเรื่องเล็กๆ หมั่นบอกตัวเองว่า มันไม่มีความสำคัญหรอก
    แต่...ทำไมต้องคิดถึงทุกทียามที่อยู่นิ่งๆนะ
     
    การได้สิ่งหนึ่งมา นั่นหมายความว่า...เราต้องแลกสิ่งหนึ่งไป...อย่างนั้นหรือ?
     
    ไม่อยากให้มันเป็นเช่นนั้นเลย แต่...คงสายไปแล้วมั้ง ตอนนี้คงได้แต่หวัง...
    ด้วยหัวใจ ว่าทุกอย่างจะยังคงเดิม
     
    ไม่ต้องสนใจ ไม่ต้องวุ่นวาย ขอให้ได้ปรึกษาได้ในยามที่เผชิญปัญหาหนักหน่วงทุกข์ใจ
    ขอแบบเดิมอย่างนี้ ก็ดีสำหรับเราแล้ว...
    เพราะไม่อยากให้...เปลี่ยนแปลงไปเลยจริงๆ
     
     
    From the bottom of my broken heart

    There's just a thing or two I'd like you to know

    You were my first love, you were my true love

    From the first kisses to the very last rose

    From the bottom of my broken heart

    Even though time may find me somebody new

    You were my real love, I never knew love

    'Til there was you'

    February 29

    เหนื่อย...

    เฮ้อ! พักนี้รู้สึกเหนื่อยจังอ่ะ มีงานเยอะแยะมากมายที่ต้องทำ
     
     
    และมันก็เป็นงานที่ไม่นึกอยากทำเสียด้วย
     
    บ่อยครั้งก็ถามตัวเอง
     
    ถ้าไม่อยากทำแล้วทำไมต้องทำ(วะ)
     
    คำตอบวิ่งออกมา เพราะมันคือ 'หน้าที่'
     
    หน้าที่ของเราก็ต้องรับผิดชอบให้ดีที่สุด แม้ต้องฝืนใจขนาดไหน
     
    เบื่อขนาดไหน แต่ยังไงก็ต้องทำ
     
    เมื่อตอนหาเปเปอร์เรื่อง Alignment ไปเจอประโยคหนึ่งในเว็ปบอร์ด siamenis.org
     
    โดนใจดี
     
     
    "ตอนที่ Watson & Crick ค้นหาโครงสร้างของดีเอ็นเอนั้น เขาก็ไม่รู้หรอกว่ามันจะมีประโยชน์ขนาดนี้ หลายคนสมัยนั้นคงถามว่าจะอยากรู้โครงสร้างดีเอ็นเอไปทำไม "
     
    เจ้าของข้อความนี้คือคุณ Archymedis แห่งบอร์ดนั้นนะ
     
    ข้อความนี้ ทำให้มีกำลังใจทำอะไรขึ้นเยอะเลย...
     
     
    อืม...เกือบลืม ได้มานานและ แต่ไม่ได้เอามาโชว์

    7

     
    February 05

    บางครั้ง ความรู้สึก ก็ต้องการการดูแล

    หมั่นคอยดูแลและรักษาดวงใจ
    ธงไชย แมคอินไตย์



    ฝากหัวใจ ให้กัน เอาไว้ก่อน
    ที่เราจะต้องห่างเหินไป
    เผื่อว่าเรา ลำบาก อยู่หนใด
    หัวใจก็ยังมีคน ดูแล


    อาจจะมี บางคราว เราพบใครใหม่
    เกิดหวั่นไหว ไปตามประสาคนไกลกัน
    แต่เรายังมีใจกันไว้ไม่หวาดหวั่น
    จะไม่เหลือดวงใจ ที่คิดเผื่อใคร

    สิ่งที่ฉันต้องการก็คือ ให้เราคอยดูเสมอ
    หากเราเผลอลืมไป แล้วดวงใจจะหาย


    หมั่นคอยดูแล และรักษาดวงใจ
    เก็บเอาไว้จนวันที่ฉันเคียงคู่เธอ
    สิ่งที่ฉันต้องการก็คือ ให้เราคอยดูเสมอ
    หากเราเผลอลืมไป แล้วดวงใจจะหาย
    หมั่นคอยดูแล และรักษาดวงใจ
    เก็บเอาไว้จนวันที่ฉันเคียงคู่เธอ.

    January 12

    อยากรู้นัก คนเรา ชีวิตมันจะซวยได้ขนาดไหน

    เฮ้อ! ก็อย่างที่จั่วหัว
     
    อยากจะรู้จริงๆว่า ชีวิตเราเนี่ย จะซวยได้สักขนาดไหน!
     
     
    เมื่อเช้านี้เอ๊ง...เพิ่งถูกโทรศัพท์โรคจิตคุกคาม
     
     
    แ-ง โทรเข้าห้องตอนเช้า หกโมง ก็งัวเงียขึ้นมารับ
     
    พอบอก 'สวัสดีค่ะ' ไปแค่นั้นเองได้เรื่อง
     
    เป็นเสียงผู้ชายนะ กระเส่าๆนิดด้วย ตอบกลับมาว่า 'ฮัลโหลๆ คุยกับผมหน่อยได้มั้ย'
     
    อ๊าวๆ หายงงขี้ตาเลยครับท่าน ปกติตั้งแต่มีมือถือ ก็ไม่มีใครโทรเข้าหออยู่แล้ว เลยเริ่มรู้
     
    โดนแล้วไหมล่ะตรู ก็เลยถามกลับไปห้วนๆว่า 'ใครอ่ะ'
     
    มันก็ไม่บอกเว้ย เอาแต่พูดว่า 'นะๆ อย่าเพิ่งวางนะ คุยกับผมหน่อย'
     
    เลยบอกมันไปว่า 'ใครจะไปคุย เช้าขนาดนี้ ไม่เอาหรอก'
     
    มันก็รีบว่า 'อย่าวางนะๆ คุยกับผมหน่อย นะ คุยหน่อยๆ มีเรื่องกลุ้ม'
     
    นั่น...อ้างว่ามีเรื่องกลุ้มเว้ย
    ก็เลยพูดกะมันว่า 'เอ้า! กลุ้มอะไร เรื่องงาน เรื่องเรียน เรื่องที่บ้าน กลุ้มอะไร พูดไปจะฟังให้'
     รู้มั้ยมันว่าไงต่อ มันบอกว่า 'ทำเสียงดีๆหน่อยสิ'
     
    น่าน...ไอ้สาดดด โรคจิตแล้วยังจะอยากฟังน้ำเสียงดีๆ แต่เราก็ไม่ได้ด่าไรกลับไปนะ เล่นมุขเงียบใส่มันเฟ้ย
     
    แค่นั้นเอง มันก็เริ่มทำเสียง ซี้ดซ้าด โอ้ว อ้า มาตามสาย
     
    เหอๆ... ว่าแล้ว หน็อย ไม่รู้ซะแล้ว แกโรคจิต แต่แกดันสุ่มมาเจอคนโรคจิตกว่า
     
    แล้วสุดท้ายก็เลยบอกมันไปว่า
     
    'ถ้ากลุ้มแบบนี้ ไปปรึกษาพ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ดีกว่ามั้ง' ว่าจบก็วางหูโทรศัพท์ลงพื้นแล้วปล่อยให้มันซี้ดซ้าดให้พื้นห้องฟังไปตามเวรตามกรรมมันนั่นแหละ ส่วนเราก็นอนต่อ แต่นอนไม่หลับแล้วเว้ย
     
    (แม้จะทำปากกล้า แต่จริงๆแอบหลอนนะเนี่ย T-T) สักครึ่งชั่วโมงมั้ง ก็ลองเอาหูโทรศัพท์มาฟัง มันก็เงียบๆ ไม่มีไรใช่มั้ย วางกลับคืน โทรศัพท์ดังทันทีเลยเว้ย!
     
    กรี๊ด! ช้านถูกคุกคาม
     
     
     
     
     
     
    December 27

    ซวยซ้ำซ้อน

     
    เพิ่งอัพบล็อกไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ก็แอบไปรันเจลเช็คอีกรอบ ใยเราจึงซวยซ้ำซวยซ้อน
     
    ไปเปตพี 20 ดันมาเดี้ยงในมือเรา
     
     
    กรี๊ด!!!!!!!!
     
     
    โอ้! ท่านจะปาระเบิดลงหัวเรากระจุยมั้ยเนี่ย!!
     
    ทำบุญให้เราด้วยนะเพื่อนๆจ๋า
     
    นะลาก่อน T-T
     
    ปล.เค้ากลัวอ่ะ

    วันนี้...เมื่อปีที่แล้ว

    จำได้ว่าวันนี้เมื่อปีที่แล้ว เราเคยรู้สึกสุขใจ แบบ...
     
    love is all around
     
    แต่ทำไมปีนี้ถึงรู้สึกต่างกันสุดขั้ว
     
    แย่จริงๆกับคนไม่รักษาคำพูด การเจอคนแบบนี้มากๆมันช่าง...
     
    จิตเสื่อมจริงๆ!
     
    ปีนี้ได้แต่อดทน ปีหน้าก็คงได้แต่อดทน ไม่ก็หาทางไปทางใหม่
     
    (ช่าย...ฟังดูหน้าสน กับเหล่าคนประเภทนั้นจะทนไปทำไม แต่แกก็ทู่ซี้ทนอยู่ได้ธนพร บ้าเปล่าเนี่ย)
     
     
     
    บ่นพล่ามอะไรมากมาย เต็มไปด้วยนัยและความรู้สึกแย่ๆ บ่นไปคนเป็นต้นเหตุก็ไม่รู้ตัวหรอก!
     
    แต่ไม่เป็นไร ได้ระบายสุขภาพจิตจะได้ไม่เสื่อมไปกว่านี้
     
     
     
    วันนี้ก็เดิมๆอีก สกัดดีเอ็นเอ ดั๊นไม่มีดีเอ็นเอซะงั้น
     
    กรี๊ด... อยากกรี๊ดๆๆๆๆๆๆให้โลกแตก นี่เราไม่เหมาะจะเรียนพันธุศาสตร์ใช่มั้ย สกัดอาร์เอ็นเอก็ไม่ได้ พีซีอาร์ก็ไม่ขึ้น สกัดดีเอ็นเอก็ยังไม่ได้อีก
     
    งือ... มหาบัณทิตสาขาพันธุศาสตร์ ตรูจะได้เป็นม้ายเนี่ย T-T
     
     
    แงๆ อาแป้งขา ทำไมต้องเขี่ยหนูหลุดทุนกระทรวงวิทย์ฯด้วย
     
    งือๆ เพื่อนแป้งขา ทำไมต้องมาสอบทุนเดียวกันด้วย
     
    (เวร! ประมาณว่าเก่งสู้เขาไม่ได้เอง โทษคนอื่นไปทั่ว แต่แอบสงสัย แป้ง ทำไมใครๆที่อยู่รายรอบถึงเก่งฟะ (แต่ยกเว้นเราอ่ะ ไม่เข้าจ๊าย ไม่เข้าจาย T-T))
     
    แง่งๆ ตารีดด้วย จะขยันอะไรกันนักหนา ปีใหม่ทำไมไม่หยุด ไปเที่ยวพัฒพงษ์อะไรโน้นเด๊ะ จะทู้ซี้สอนทำไม 
     
    ช้านอ่ะโง่ ไม่อยากไปหรอก US อ่ะ (จน ไม่มีตังค์ไปด้วย แค่ตังค์จะซื้อข้าว ยังไม่มีเลย) แล้วทำไมต้องมายัด GRE ใส่หัวช้านด้วย T-T
     
     
    จน! เครียด! เหนื่อย!
     
    คิดถึง อยากกลับบ้าน
     
     
     
     
     
    October 10

    เทคนิคที่ได้มา

     เมื่อเร็วๆนี้ได้เทคนิคการทำโฟโตช็อปมา คนสอนเขาบอกว่า ทำให้ภาพถ่ายดูเหมือนภาพวาดได้
     
    เพราะงั้น ตามประสาคนร้อนวิชา ก๊อเลย...ลองเลยครับทั่น
     
    หลังจากที่ไปตามหารูปนางแบบสาวสวยมานั่งทำดูเมื่อคืน
     
    เฮอะ! ไม่เห็นว่ามันจะเหมือนรูปสีน้ำมันตรงไหนเลยนะเนี่ย
     
    หลอกกันซะงั้นอาจารย์ท่าน!
     
     
     
     
    ปล. วันนี้ถูกตราหน้าว่า 'ขี้ก้าง' เอ๊ย! ไม่ใช่ๆ คนพูดเขาใช้คำว่า 'ขี้ก๊าง...ขี้ก้างต่างหาก'
     
    โธ่เอ๊ย ทำยังกะคนพูดน่ะหุ่นดีนักล่ะ แอ่ะ Baring teeth
    September 14

    วันนี้วันศุกร์

    เฮ้อ! ห่างหายจากหน้านี้ไปนานร่วมเจ็ดเดือน
     
    เจ็ดเดือนนี้มีทั้งสุขทั้งทุกข์ปนๆกัน สรุปแล้วก็วุ่นวายดี
     
    อืม..ไม่รู้จะอัพอะไร
     
    เอาปกนิยายมาโชว์ดีก่า อิอิ
     
    นี่เล่มแรกในชีวิตที่เข็นออกมาได้นะเนี่ย
     
    ก็ใช้เวลาทั้งสิ้น 2 ปี กับอีก 18 วัน
    สำหรับการสร้างลูกรักคู่นี้ออกมา
     
    แม้อาจจะไม่ค่อยเข้าท่าในความคิดของใครหลายคน
    แต่ สองคนนี้ ก็เป็นตัวละครที่เรารักมากที่สุด
    และมีความสุขเสมอตลอดการขีดเส้นทางรักให้พวกเขา
     
     
     
     
    February 24

    อีกนิดเดียวเอง...

    เฮ้อ!
     
    นานเหลือเกินกว่าจะได้มาอัพบล็อกของตัวเอง ไมใช่อะไรเลย ความขี้เกียจเป็นหลักทั้งนั้น
     
    อาทิตย์ที่แล้วสัมมนาของเราผ่านไปด้วยดี ตอนนั้นปอดแหกหน่อยๆเวลาออกไปพรีเซนต์
    ปอดแหกสุดๆเวลาถูกถามคำถาม เพราะไม่ได้เตี๊ยมกะใครเลยนอกจากแป้งคนเดียว
    แถมอาจารย์...ยังเล่นยิงคำถามซะ อ่ะนะ
     
    อย่างกะเห็นเราเป็นแมลงสาบที่ต้องตบให้แบนแต๊ดแต๋
     
    และเรา...ก็อาจจะเปนแมลงสาบจริงๆ เพราะเรา "ไม่ยอมตาย" หุหุหุ ดีใจหลาย
     
     
    วันนี้ (จริงๆต้องเรียกว่า 'เมื่อวาน' เพระตอนนี้มันเที่ยงคืนกับอีก 47 นาทีแล้ว)...
     
    เมื่อวานคือวันสุดท้ายของการเรียนด้วยชุดนิสิต
     
    อีกไม่ถึง 2 อาทิตย์ เราก็คงไม่ได้ใส่มันอีกแล้ว
    ใจหายหน่อยๆเมื่อคิดได้ว่า...เวลาก็ผ่านไปรวดเร็วอีกตามเคย
    (เรายังไม่มีความกล้า ที่จะทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยนะ!)
     
    เหมือนเพิ่งจะเมื่อวานที่เรา เอน-สะ-ท้าน เข้ามาเป็นน้องน้อยในมหาวิทยาลัย
    เหมือนเพิ่งจะเมื่อวานที่เรา เรียนหนัก จะเป็นจะตาย แต่สุดท้ายก็ดันไปสะดุดกับความน่ารักของใครบางคน
    เหมือนเพิ่งจะเมื่อวานที่เรา และเพื่อนๆช่วยกันเป็นแม่งานหลักของกิจกรรมใหญ่ๆในภาควิชา
    และ...เหมือนเพิ่งจะเมื่อวานที่เรา มุ่งมั่นกับงานทำแล็ป จนมันกลายเป็นส่วนหนึ่งในกิจวัตรประจำวันไป
     
    แต่...อีกแค่ไม่กี่อึดใจ มันก็จะจบลง
     
     
    ด้วยรอยยิ้ม...และความภาคภูมิใจ
    December 28

    ไม่ทันไร...สิ้นปีซะแล้ว

    เคยมีคนบอกว่า 'เวลาผ่านไปไวเหมือนสายลมสำหรับคน 2 ประเภท'
     
     
    หนึ่งคือ...คนที่กำลังมีความสุข
    สองคือ...คนที่กำลังทุกข์เพราะอ่านหนังสือสอบไม่ทัน!
     
     
    สำหรับเรา คิดว่าปีนี้ผ่านไปไวนัก
    แต่ไม่ได้อยู่ในวัฏจักรการสอบกลางภาคเหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมาหรอกนะ
     
     
    งั้นถามว่า..กำลังมีความสุขใช่ไหม?
     
    ก็ไม่เชิง...
    เพราะมันทั้งสุขและทุกข์บ้างปนๆกัน
     
     
    ทุกข์...เพราะแล็ปไม่ออกซะที (ทำมาปีกว่าแล้วนะเฟ้ย!)
    แต่ก็สุข เพราะมีคนรอบข้างที่น่ารัก
     
     
    ทั้งแม่แล้วก็พ่อ
    พี่สาวและน้องก็อีก (แม้จะกัดกันทุกทีก็ตาม)
     
    อาจารย์ขาวด้วย
    พี่ๆในภาค
    และก็เพื่อนๆ
     
    ทุกคนมอบสัมพันธภาพที่ดีต่อเรา
    แน่นอนว่าไอ้ที่ไม่ดีก็มี...แต่ละไว้ก่อนแล้วกัน
     
    เพราะนี่คือปีใหม่
     
    ปีใหม่ที่แสนสดใส
    คิดว่าเพิ่งจะเข้าใจ...
     
    'Love is all around'
     
    รัก...อยู่รอบตัวเรา
     
     
    ขอให้สุขสันต์วันปีใหม่ทุกคนเลย
     
     
     
     
     
    August 17

    ช็อก...แด๊ก...

    กรี๊ดๆๆๆๆๆๆๆ ขอแอบกรี๊ดให้ความบ้องตื้นของตัวเองหน่อยเหอะ!
     
    ตอนนี้คะแนนออกหมดและ  ทำเอา 'ช็อกแด๊ก' ไปเลย
     
    ไม่เคยคิดว่า นี่เรากลับมาโง่ได้ขนาดนี้อีกแล้วเหรอนี่
     
    เศร้าจริง เซ็งชีวิตไปเลย แถมย้อมแอติบอดี ครั้งที่ 2 ก็ไม่เวิรฺคอีก!
     
    อ.แม่คงแอบร้อง โอมายก็อด อีกรอบแหงๆ
    ขออย่างเดียว อย่าให้เขาคิดว่า เรามีหัวไว้แค่กั้นหูเป็นพอ
    ไม่งั้นคงทนไม่ได้
     
    เฮ้อ! ไอ้เราพักนี้ก็...ทำเป็นเล่นๆไปวันๆ
    แต่จะบอกใครได้บ้างว่า มันเหนื่อยจริงๆ  มันรู้สึกโหวงๆกลวงๆในหัวอีกและ
    มันกลัวนู้นกลัวนี่ล้านแปด ตอนกลางคืนก็ฝันอะไรก็ไม่รู้ งี่เง่าสิ้นดี
     
    ไม่เหมือนเมื่อก่อนเลย เคยคุยเปิดใจ
    เคยสนิทกับใครต่อใครได้ตั้งเยอะ แต่เดี๋ยวนี้...รู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียวเลย
     
     
    ไม่อยากเป็นงี้เลยอ่ะ
     
     
    August 10

    ฮ้า! ในที่สุดก็ได้ฤกษ์อัพ

    หลังจากหายไปสามชาติเศษๆ ในที่สุดข้าพเจ้าก็อัพบล็อกอีกครั้ง
     
    แต่คงอัพด้วยความรันทดอ่ะนะ
     
    กีอ...คะแนนมิดเทอมสุดฮ่วยไง
     
    ตอนนี้เซ็งๆกะชิวิต ชิบเป๋ง  แล็ปก็ไม่ค่อยออก  แม้จะเพิ่งย้อมแอนติบอดีสำเร็จเป็นครั้งแรกก็ตามเหอะ
    แต่มันก็ยังไม่สวยอยู่ดี เพราะ background สูงมากกกกกกก
     
    สัปดาห์นี้มีเรื่องระทึกเล็กน้อย เพราะถูกล็อกอยู่บนชั้น 6 ตอนห้าโมงกว่าๆ
    ตอนรู้ตัวว่าถูกขังก็รีบโทรหา อ.แม่  โชคดีที่เขายังอยู่ที่ชั้น 5 ยังไม่ได้ไปไหน 
    แต่โชคไม่ดีตรงที่เขาบอกให้เรารอก่อน ขอเขาพิมพ์งานเขาให้เสร็จก่อนแล้วค่อยมาเปิดล็อกให้
    อะโห! ฟังแล้วน้ำตาแทบร่วง
     
    แต่อาทิตย์นี้ก็มีเรื่องดีนิดๆนะ เพราะ ได้เจอคนที่อยากเจอค่อนข้างถี่เลยแหละ 
    แม้จะเจอในสภาพที่ไม่ค่อนจะสวยเท่าไหร่ก็เหอะ
     
    แต่หลังจากเจอปุ๊บ...คะแนนสอบก็ออกปั๊บ...
    แล้วก็..... แซดไปตามระเบียบ...
     
    ตอนนี้รู้สึกว่าโรคกระเพาะชักกำเริบ เริ่มปวดท้องบ่อยๆอีกแล้ว...แย่จังนะ
     
    เอ...รู้สึกว่า จะมีเรื่องแย่ๆมากกว่าเรื่องดีๆนะเนี่ยชีวิตเรา